การเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสการเก็งกำไรอีกต่อไป
แต่คือการก้าวเข้าสู่ยุค Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง
(Real-World Assets - RWA) ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมที่เดิมมีข้อจำกัดด้านเวลาและขั้นตอนที่ซับซ้อน
ปัจจุบันยักษ์ใหญ่ใน Wall Street ได้เริ่มเปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่จับต้องได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่เพิ่มเกิดขึ้นไม่นานมานี้ เมื่อ NYSE (New York Stock
Exchange) ได้ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มเทรดหุ้นในรูปแบบโทเคน
ซึ่งรองรับการซื้อขายและชำระดุลได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
ผ่านระบบบล็อกเชน
ช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการและลดระยะเวลาการชำระเงินที่เคยใช้เวลาหลายวันให้เหลือเพียงเสี้ยววินาที
นอกจากนี้ Tokenized Treasuries (พันธบัตรรัฐบาลในรูปโทเคน) ยังมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า
125% (rwa.xyz) ในปีที่ผ่านมา จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า "Programmable
Cash" หรือเงินสดที่เขียนโปรแกรมสั่งการได้
ซึ่งช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินสามารถจัดการสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจนต้องเร่งพัฒนาระบบตามเทรนด์นี้ให้ทัน
แล้วคำถามคือ หากการ Tokenization มีการเริ่มใช้งานมากขึ้นเรื่อย
ๆ คำถามคือใครผู้ที่เป็นโครงสร้างหลัก ซึ่งล่าสุด BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลกได้ออกมาเน้นย้ำในรายงาน
"2026 Thematic Outlook" ว่า Ethereum กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Infrastructure) ของการเงินโลก โดยมองว่า Ethereum เปรียบเสมือนเป็น
"Toll Road" หรือถนนเก็บค่าผ่านทาง สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
เนื่องจาก Ethereum ครองส่วนแบ่งตลาดโทเคน RWA สูงถึง 65% ในช่วงต้นปี การที่สถาบันการเงินเลือกใช้
Ethereum ในการออกและชำระดุลสินทรัพย์
ทำให้ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นบน "ถนน"
สายนี้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในรูปแบบของ ETH ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับเครือข่าย
มากกว่าการเก็งกำไรในตัวเหรียญเพียงอย่างเดียว แม้ว่าข้อมูลล่าสุดจาก RWA.xyz
จะชี้ให้เห็นว่าส่วนแบ่งการตลาดเริ่มมีการแกว่งตัวลงมาอยู่ที่ราว 59%
เนื่องจากการขยายตัวไปยังเครือข่ายอื่น แต่ BlackRock ยังคงมองว่า Ethereum คือ "ประตูบานแรก"
ที่สถาบันการเงินไว้วางใจที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้ Ethereum จะเป็นผู้นำ แต่โมเดล "ถนนเก็บค่าผ่านทาง" นี้ก็เริ่มเผชิญกับความท้าทายจากการขยายตัวของเทคโนโลยี Layer 2 เช่น Arbitrum หรือ Base และการเกิดขึ้นของเครือข่ายบล็อกเชนคู่แข่งอื่นๆ ที่พยายามเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด แต่ในมุมมองของ BlackRock นั้น Ethereum ยังคงได้เปรียบในเรื่องของความปลอดภัยและความเชื่อมั่นระดับสถาบัน โดยเห็นได้จากกองทุน BUIDL ของ BlackRock เองที่เลือกใช้ Ethereum เป็นฐานที่มั่นหลักในการบริหารจัดการเงินทุน นอกจากนี้ สถิติจาก Visa Onchain Analytics ยังชี้ให้เห็นว่าธุรกรรม Stablecoin บนเครือข่ายเริ่มสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงที่คัดกรองการใช้งานจากบอทออกไปแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่า Ethereum กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนระบบการเงินโลกใหม่
การที่สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง BlackRock ออกมาสนับสนุน Ethereum ในฐานะประตูสู่การทำ Tokenization ได้เปลี่ยนภาพจำจากบล็อกเชนสาธารณะให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สถาบันการเงินขาดไม่ได้ ถึงแม้ส่วนแบ่งการตลาดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่สถานะการเป็น "เลเยอร์ชำระดุลหลัก" (Settlement Layer) ของ Ethereum ยังคงแข็งแกร่ง และหากกรอบกฎหมายชัดเจนมากขึ้น ศักยภาพของ Tokenization ที่เราเห็นในวันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของระบบการเงินที่โปร่งใส รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทั่วโลก
อ้างอิงข้อมูล https://finance.yahoo.com/, www.cointelegraph.com
คำเตือน คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง
ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน
โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
“Sweet Spot” ใหม่ปี 2026 เมื่อเหล่านักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินขยับ “สัดส่วนที่เหมาะสม” ในการลงทุน “คริปโต” จากสัดส่วนเดิมอยู่ที่ 1% เพิ่มมาเป็น 2% ถึง 5% จากการสำรวจของ Bitwise/VettaFi 2026 Benchmark Survey ที่เพิ่งประกาศออกมาในเดือน ม.ค. 69 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกการเงินดั้งเดิม เมื่อกลุ่มที่ปรึกษาทางการเงินมีการปรับสัดส่วน อ่านต่อ